seo คือกุญแจสำคัญของการตลาดออนไลน์

seo

seo คือกุญแจสำคัญของการตลาดออนไลน์

Search Engine Optimization หรือ SEO มีความสำคัญต่อการตลาดออนไลน์อย่างมาก เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาธุรกิจของคุณผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ เป็นการตลาดยุคใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันมีผู้คนมากมายเลือกที่จะทำการค้าทางออนไลน์หรือธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นหลัก เพราะการสร้างร้านค้าและทำการตลาดออนไลน์ไม่ต้องใช้เงินลุงทุนสูงเหมือนกับการมีหน้าร้าน ที่สำคัญการตลาดออนไลน์ยังเปิดกว้างให้กับผู้คน ไม่เว้นแต่ธุรกิจหน้าใหม่เท่านั้นที่ทำธุรกิจออนไลน์ ยังสามารถค้นพบได้ว่ามีบริษัทชื่อดังและบริษัทเก่าแก่ต่างๆ ได้ลงมือทำเช่นกัน อาทิ จ้างทำและออกแบบเว็บไซต์เพื่อโอกาสในการเพิ่มยอดขายโดยอาศัยสื่อทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และหวังให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม

seo
บริษัทรับทำ seo

seo คืออะไร

seo คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับสูงกว่าเว็บอื่นๆ ของการค้นหาใน Search Engine ทำให้มีจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นและทำให้คุณมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ในสมัยก่อนมักเป็นการใส่คีย์เวิร์ดลงไม่กี่คำลงไปในเว็บไซต์เพื่อให้ Search Engine คำเหล่านั้นพบ และการทำ ในสมัยนี้มีหลายแง่มุมกว่า และจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ขึ้น ด้วยเหตุนี้ หลายบริษัทจึงหันเข้าหาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น

วิธีการบางอย่างของการทำ seo

มองหาป้าหมายของคุณ  ควรพยายามดึงดูดลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในสินค้าหรือบริการที่คุณมีเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ คุณยังต้องคำนึงถึงเรื่องสถิติของคน ดูว่าตลาดของคุณกำลังต้องการอะไร และลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหน ยิ่งคุณสามารถจัดการปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ได้ดีมากเพียงใด คุณก็จะสามารถปรับกลยุทธ์ให้ตรงเป้าหมายได้มากขึ้นเท่านั้น

Search Engine เมื่อพูดถึงเครื่องมือค้นหาหรือ Search Engine ก็ย่อมนึกถึง Google เพราะความคุ้นเคยการของใช้เพื่อค้นหาสินค้า การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันไปแล้ว และการทำ seo จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถค้นหาเจอได้ง่ายมากขึ้น

เว็บไซต์ที่มีความชัดเจนและมีเนื้อหาคุณภาพคือเว็บไซต์ที่จะประสบความสำเร็จ  เพราะการสร้างคีย์เวิร์ดที่ต้องใช้เป็นคำหลัก และมีเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใครที่สำคัญควรทำให้เว็บไซต์ให้ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ที่มีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าของคุณกำลังมองหา เพราะฉะนั้น คุณควรทำเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติและมีความเจาะจง จุดประสงค์ของเว็บไซต์ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ทั้งเครื่องมือค้นหาและผู้ใช้ไม่ชอบ

5 เหตุผลที่ทำไม Strategy ในการทำ SEO ของคุณดันไม่เวิร์คขึ้นมา

การทำการสื่อสารทางการตลาด ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จก็ต้องเริ่มจากการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดขึ้นมา และลงมาถึงเรื่องกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด เพื่อที่จะสามารถออกแบบการทำงานให้ตรงกับเป้าหมายที่อยากจะมุ่งไปให้ประสบความสำเร็จ หลาย ๆ ครั้งที่ทีมสร้างกลยุทธ์ออกมาอย่างดี เตรียมพร้อมรับมือหลาย ๆ อย่าง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำงานออกมาแล้วไม่ได้ผลดังเช่นกลยุทธ์ที่คิดเอาไว้เลย

หลาย ๆ ครั้งการสร้างกลยุทธ์นั้นเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ๆ เพราะความเข้าใจผิดต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงที่ตามมา นอกจากนี้การสร้างกลยุทธ์ที่ผิดพลาดนั้นยังสามารถส่งผลมายังการทำ Content Strategy ต่าง ๆ ได้ด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหนแต่ถ้าการวางแผนไม่ถูกต้อง งานที่ทำมาดีแค่ไหนก็ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่ ดังนั้นการรู้สาเหตุว่าทำไมกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ทำ Content Marketing ทำ SEO กัน และ Content Strategy นั้นไม่เวิร์ค นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร จึงเป็นเรื่อวงสำคัญอย่างมาก เพื่อไม่ให้แรง และงบประมาณกับเวลาที่ลงไปนั้นสูญเปล่าไปอย่างไรประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จัก 5 เหตุผลที่ทำไม Strategy ของคุณดันไม่เวิร์คขึ้นมา

1. เข้าใจผิดว่า Tactics คือ Strategy : ในหลาย ๆ ครั้งที่เจอว่าทำไมทำงานแล้วไม่เวิร์ค หรือไม่เกิดผลอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็เพราะความเข้าใจผิดอย่างมากที่เอา Tactics หรือ Tools มาเป็น Strategy ซึ่งผมเองก็เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน ในการไปสอนที่มหาวิทยาลัยและพบว่านักศึกษาเข้าใจผิดระหว่างกลยุทธ์และยุทธวิธี ตัวอย่างเช่น ทำ Social Media เป็น Strategy หรือใช้ e-Mail Marketing เป็น Strategy สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้เป็น Strategy แค่เป็นเครื่องมือ หรือกลวิธีการทำงานเท่านั้นเอง การสร้าง Strategy จะเป็นไอเดียที่สำคัญว่าทำไมต้องทำงานนี้ขึ้นมา มันมีเบื้องหลังแนวคิดว่าว่าทำไมต้องเป็น concept นี้หรือเป้าหมายนี้ เพื่อที่จะทำให้ถึงเป้าหมาย การสร้างกลยุทธ์เกิดจากการเข้าใจความคิดของกลุ่มเป้าหมายจนเกิดการสร้างข้อความทางการตลาดที่จะสื่อสารออกมา แล้วจึงใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการสนับสนุนเพื่อให้กลยุทธ์นั้นเกิดผลชึ้นมา

2. ไม่เข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง : หลาย ๆ ครั้งการทำการสื่อสารทางตลาดนั้นเกิดความผิดพลาดเพราะความไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่ากำลังต้องการอะไร หรืออยากได้อะไรออกมา ทำเนื้อหาซ้ำ ๆ กันตาม ๆ กันโดยขาดการมองภาพในแบบผู้บริโภคมอง ยกตัวอย่างเช่นการทำเนื้อหาเพื่อบอกว่าทำไมต้องติดกล้องหน้ารถ จะเห็นว่าหลาย ๆ แบรนด์จะพูดเรื่องนี้ออกมา แต่แท้จริงแล้วผู้บริโภคที่อยากจะติดกล้องหน้ารถ อยากจะได้เนื้อหาในการเลือกกล้องหน้ารถที่ต้องการออกมาได้อย่างไร ดังนั้นการที่เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายกำลังต้องการอะไร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างกลยุทธ์ที่ตรงกับความต้องการหรือความคิดของกลุ่มเป้าหมายออกมาให้ได้

3. คุณไม่ได้ให้คุณค่าอะไรที่มากเพียงพอ : เมื่อคุณทำการสื่อสารทางการตลาดออกมาในยุคนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนหรือซื้อสินค้าให้เหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่เป็นการมอบคุณค่าในหลาย ๆ อย่างให้กับผู้บริโภคไป ดังนั้นการที่คุณสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดออกมา ลองนึกถึงตัวอย่างเช่นการที่แบรนด์มาเล่าสรรพคุณของแบรนด์ แทนที่จะมาเล่าถึงว่าวิธีการที่ต้องใช้งานหรือวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมา หรือตัวอย่างที่เล่าไปในเรื่องการทำเนื้อหากล้องติดรถยนต์ที่คุณทำเนื้อหาทั่ว ๆ ไปจนไม่ได้มีความน่าสนใจขึ้นมา ไม่มีคุณค่าเนื้อหากว่าเนื้อหาอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้อะไรกับผู้บริโภคเท่าไหร่ แบบอ่านแล้วคือจะรู้ไปทำไม ไม่ได้ให้สิ่งที่มีค่าให้ผู้บริโภคไปใช้ในชีวิตประจำวันขึ้นมาเหล่านี้ ทำให้การทำการตลาดนั้นไม่ได้มีคุณค่าขึ้นมาเลย

4. ไม่ได้มีความต่อเนื่อง : สิ่งหนึ่งในการทำการตลาดและการสื่อสารทางการตลาดคือการที่ต้องทำอะไรที่มีความต่อเนื่องขึ้นมา จนทำให้กลุ่มเป้าหมายจดจำได้ในตัวตนของคุณขึ้นมา เช่น ถ้าคุณจะบอกว่าคุณเป็นที่หนึ่ง สิ่งที่คุณต้องทำต้องมีความต่อเนื่องในการเป็นที่หนึ่ง หรือสื่อสารทุก ๆ ทางว่าเป็นที่หนึ่งด้วยกัน การไม่มีความต่อเนื่องในการสื่อสารหรือแต่ละจุดของการทำงานสื่อสารไม่เหมือนกัน ย่อมทำให้ผู้บริโภคนั้นไม่เข้าใจในตัวตนของคุณ หรือไม่ได้รู้สึกว่าการตลาดของคุณนั้นเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหมือนคนโกหกไปมา ที่วันนี้พูดอย่าง และพรุ่งนี้พูดอีกอย่าง ไม่ได้มีความมั่นคงในคำพูดว่าอยากจะเป็นอะไรกันแน่ และนี้ทำให้กลยุทธ์นั้นล่มทั้งหมดถ้าไม่ได้ทำอะไรให้ต่อเนื่องขึ้นมา

5. ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนที่สนใจคุณ : สุดท้ายคือการที่คุณนั้นทำกลยุทธ์การสื่อสารขึ้นมา แต่ดันไปอยู่ในที่ที่ไม่มีกลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่เลย ไม่ว่า Platform นั้นจะใหญ่แค่ไหน แต่ดันไม่มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ก็ไร้ค่า ตัวอย่างเช่น การทำแบรนด์หรู หลาย ๆ ครั้งกลุ่มเป้าหมายแทบไม่ได้ใช้ Social Media เลย แต่คุณก็ใช้ช่องทาง Social Media ในการสื่อสาร เพราะว่าคุณเชื่อว่ามีคนใช้เยอะที่สุด จะทำให้สานของคุณนั้นมีคนเห็นเยอะขึ้น แต่สุดท้ายแล้วภถ้ากลุ่มเป้าหมายนั้นไม่อยู่ ก็ไม่อยู่ไม่ว่าจะ Platform ใหญ่แค่ไหน ดังนั้นการไปหากลุ่มเป้าหมายให้ถูกจุดจึงสำคัญมากกว่าจำนวนคนใน Platform นั้น ๆ ขึ้นมา

ทั้งนี้นี่คือ 5 ข้อเบื้องต้นที่คนทำกลยุทธ์มักจะผิดพลาดกัน ลองมาดูว่ากลยุทธ์ทางการตลาดของคุณที่ทำออกไปที่ไม่ได้ผล เกิดจาก 5 ข้อนี้หรือเปล่า ถ้ามีความผิดพลาดก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถแก้ไขได้ทันขึ้นมาก่อนที่จะล้มเหลวไปมากกว่านี้