ปลั๊กไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

ปลั๊กไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยุคนี้ถือว่าไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว แม้กระทั่งบ้านและที่อยู่อาศัยของเราก็ใช้ไฟฟ้าแทบจะทุกส่วน ทั้งให้แสงสว่าง ระบายอากาศ จ่ายพลังงานสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต ไม่ว่าเราจะพักผ่อนดูทีวี ประกอบอาหาร ไปจนถึงอาบน้ำแต่งตัว จนอาจกล่าวได้ว่าเราไม่สามารถแยกไฟฟ้าออกจากชีวิตประจำวันได้เลย ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจเรื่องระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างเหมาะสม รวมไปถึงดูแลบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าให้ดี เพื่อให้บ้านของเรามีไฟฟ้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดไฟ รวมทั้งปลอดภัยและยั่งยืน อุปกรณ์ไฟฟ้าถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านใช้งานได้อย่างสะดวก มีหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันไปตามหน้าที่และการใช้งาน สำหรับการเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ดีควรเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพ มีการผลิตที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อให้อุปกรณ์จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้ยาวนาน และป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้านได้

อีกหนึ่งอุปกรณ์ประจำบ้านคือ ปลั๊กไฟ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ รวมถึงปลั๊กพ่วง ที่ต้องเลือกใช้งานให้เหมาะสม

ปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เป็นอุปกรณ์สำหรับต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้งานทั้งภายในและภายนอกบ้าน ที่อย่างน้อยก็ต้องมีติดบ้านกันไว้บ้าง 1-2 อันส่วนหนึ่งเป็นเพราะเต้ารับภายในบ้านมักไม่ค่อยเพียงพอกับการใช้งานจริง ปลั๊กไฟ แบบ มี ฟิวส์ หรือตำแหน่งเต้ารับไม่สอดคล้องกับจุดที่ต้องการใช้ เช่น ต่อกับทีวี ไมโครเวฟ โน้ตบุ๊กตัวเก่งรวมถึงเราเตอร์ (Router) อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายที่ผู้คนในยุคสังคมก้มหน้าจะขาดไม่ได้เสียแล้ว

การใช้ปลั๊กไฟจึงช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก ทั้งยังหาซื้อได้ง่ายมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความชอบส่วนตัวและวัตถุประสงค์ในการใช้งานแต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุหนึ่งที่เกิดเพลิงไหม้บ้านก็มาจากปลั๊กพ่วงนี่แหละ แนะนำปลั๊กไฟให้ดียิ่งขึ้นเวลาเลือกซื้อมาใช้งานจะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นกับตัวเองว่า หมดเงินไปกับปลั๊กไฟไม่รู้เท่าไหร่แล้ว แต่ใช้ไม่ได้เรื่องเลยสักอัน

เลือกปลั๊กไฟให้ถูกใช้ให้เป็น

1. สายไฟ

เลือกสายไฟที่มีเครื่องหมายมอก. หรือมาตรฐานของ IEC มีสายไฟภายใน 3 เส้น และมีฉนวนหุ้มทั้งสองชั้น เพื่อป้องกันการหักงอหรือถูกของมีคมทำให้สายไฟชำรุด มีความยาวที่เหมาะสมกับการใช้งานอาทิ 3 เมตร หรือ 5 เมตร และควรมีขนาดสายไฟไม่ต่ำกว่า 0.824 ตารางมิลลิเมตรหรือสายเบอร์18 (AWG) เพื่อรองรับโหลดกระแสไฟได้สูงหน่อย หากต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (สายไฟที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถรองรับกระแสไฟได้ดีกว่า)

2. เต้าเสียบ/หัวปลั๊ก

ควรเลือกเต้าเสียบหรือหัวปลั๊กขากลมแทนขาแบน เพราะเป็นมาตรฐานมอก. ของประเทศไทย และมีฉนวนหุ้มที่โคนขาปลั๊กทั้งสองขา เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วสัมผัสขาปลั๊กที่มีไฟ

3. เต้ารับ

ขาเต้ารับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผงวงจรภายในควรทำจากทองเหลืองหรือทองแดง เพราะนำไฟฟ้าได้ดีกว่าเหล็กชุบสีหรือโลหะอื่นๆ ซึ่งใช้ไปไม่นาน ขาเสียบมักจะหลวม อาจเกิดการอาร์คขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ปลั๊กไฟไหม้ได้ ส่วนบ้านที่มีเด็กเล็กควรใช้เต้ารับแบบมีม่านนิรภัย (Safety Shutter) เพื่อป้องกันเด็กเอานิ้วมือแหย่รูปลั๊กพ่วงขณะใช้งาน

4. รางปลั๊กพ่วง

ควรทำจากวัสดุคุณภาพสูง มีคุณสมบัติไม่ลามไฟ เช่น พลาสติก ABS, AVC หรือ PC ซึ่งทนความร้อนและแรงกระแทกได้ดีกว่าพลาสติก PVC ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้กรณีเกิดความร้อนสูง

5. ระบบไฟฟ้า

ปลั๊กไฟ ที่ดีต้องบอกพิกัดไฟสูงสุดที่สามารถรองรับได้ เช่น 220V 2500W 10A หมายความว่า แรงดันไฟฟ้าของประเทศไทยกำหนดให้ใช้งานระหว่าง 220 – 250โวล์ต ใช้กำลังไฟสูงสุดไม่เกิน2500 วัตต์ และทนกระแสไฟได้สูงสุด 10 แอมแปร์ที่สำคัญต้องมีระบบฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ตัดกระแสไฟฟ้าเกิน

นอกจากนี้ปลั๊กไฟควรมีสวิตช์เปิด-ปิด เพื่อป้องกันไฟกระชากจากการถอดปลั๊กเต้าเสียบ มีไฟแสดงสถานะการทำงานและปลั๊กพ่วงรุ่นใหม่ๆอาจมีช่องเสียบUSB เพิ่มมา สำหรับใช้ชาร์จพวกอุปกรณ์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ หรือถ้าใช้กับพวกชุดเครื่องเสียงที่มีราคาแพงก็จะมีปลั๊กพ่วงเฉพาะทาง อาทิ มีระบบกรองสัญญาณที่มีคุณภาพสูง ให้เลือกใช้งานอีกด้วย

ข้อควรระวัง

ถ้าปลั๊กไฟชำรุด เช่น สายไฟขาด มีรอยไหม้ เสียบเต้ารับแล้วสปาร์ค ไม่ควรซ่อม แต่ควรซื้อใหม่ และไม่ควรเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันมากเกินไป และไม่เสียบพ่วงกันหลายต่อ เพราะจะทำให้เกิดความร้อนสะสมและเกิดไฟไหม้ได้